ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง

%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b9%8b%e0%b8%87

ปางอุ๋งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอีกแห่งหนึ่งของเมืองแม่ฮ่องสอน  ด้วยภาพถ่ายแพริมน้ำที่สวยงามบนอินเทอร์เน็ตทำให้ปางอุ๋งเริ่มเป็นที่รู้จักและโด่งดังเคียงคู่ปาย  จึงได้เกิดการท่องเที่ยวแบบต่อเนื่อง  ปาย – ปางอุ๋ง

ปางอุ๋ง  เป็นชื่อเรียกสภาพแวดล้อมอันประกอบไปด้วย  อ่างเก็บน้ำที่อยู่ท่ามกลางสวนสนสามใบ  อ่างเก็บน้ำนี้มีชื่อว่า  อ่างเก็บน้ำปางตอง  เกิดจากสายน้ำของลำห้วยปางตอง  สวนสนมีชื่อว่าสวนปางอุ๋ง  เป็นต้นสนสามใบเรียงรายอย่างสวยงามต้องใช้เวลาถึง 16 ปีเกิดเป็นสวนสนสามใบที่งดงามดังเช่นปัจจุบัน

โดยตั้งอยู่ภายใน โครงการพระราชดำริปางตอง 2 ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยมีพระราชประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน  พัฒนาความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น  ฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืนตลอดไป  ส่วนความสวยงามของปางอุ๋งอันเป็นเหตุให้นักท่องเที่ยวต่างประทับใจคือยามเช้าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นจะส่งจะสะท้อนพื้นน้ำผ่านกินสดและไอหมอกบางๆ  แม้ในเวลาที่เหมาะเริ่มเลือนรางหายไปก็ยังคงความสวยงาม  นอกจากการชมบรรยากาศของสายหมอกในงานในยามเช้าแล้ว  ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก  คือ การล่องแพ  เพื่อชมทัศนียภาพและบรรยากาศรอบอ่างเก็บน้ำ  รวมถึงการชมหงส์พระราชทานที่มาจากสมเด็จพระราชินี  เป็นหงส์ดำและหงส์ขาว  และพึ่งเปิดตัวใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวผู้รักธรรมชาติคือเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าระยะทาง 1,750 เมตร  ใช้เวลาเดินกลมกลืนกับธรรมชาติประมาณ 2 ชั่วโมง  มีป้ายสื่อความหมายตามจุดต่างๆ  อย่างไรแล้ว ควรจะนอนค้างสักคืนเพื่อเก็บความประทับใจในทุกช่วงเวลาได้อย่างครบถ้วนและซึมซับบรรยากาศอย่างเต็มอิ่ม

การมาท่องเที่ยวปางอุ๋งในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวนั้น  คุณจะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านรวมไทยได้อย่างเข้าถึง  ตอนเช้าจะเห็นชาวบ้านออกมาตักบาตร มีพระสงฆ์ที่จำวัดอยู่ที่วัดรวมไทย  และพระสงฆ์ที่ธุดงค์มาจำศีลอยู่ในป่า  ช่วงกลางวันจะเห็นเด็กถือคันเบ็ด  ออกจากบ้านมานั่งตกปลาริมอ่างเก็บน้ำ  เพื่อนำไปประกอบอาหารกันในมื้อเย็น  พอเริ่มค่ำที่นี่จะมืดสนิทเพราะไม่มีไฟฟ้า  บางบ้านมีเพียงเครื่องปั่นไฟ  เอาไว้ชาร์จแบตเตอรี่เพื่อนำมาใช้กับหลอดไฟนีออน  ในหมู่บ้านรวมไทยจะมีบ้านที่มีโทรทัศน์อยู่ 3 หลังจะเป็นจุดศูนย์รวมของชาวบ้านในการชมข่าวกับละคร  ทั้งหมดเป็นชีวิตประจำวันอันไร้กลุ่มนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลในฤดูท่องเที่ยว  หรือฤดูหนาวแต่จากการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านและชุมชนโดยตรง และตอนนี้ไฟฟ้ากำลังเข้าถึงแล้ว  วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมกำลังถูกพัฒนาไปตามกาลเวลา  มันอาจจะเป็นผลดีของชุมชนในแง่ของความสะดวกสบาย  แต่ในอีกนัยยะหนึ่งก็หมายความว่านักท่องเที่ยวอาจจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสโฮมสเตย์ใต้แสงเทียนอีกแล้วก็เป็นได้